การทำเหมืองถ่านหิน
             การทำเหมืองถ่านหิน โดยทั่วไปแล้วแบ่งออกเป็น 2 แบบด้วยกันคือ    การทำเหมืองแบบเหมืองเปิด (Surface Mining) และการทำเหมืองแบบ
เหมืองใต้ดิน (Underground Mining)   การพิจารณาเลือกการทำเหมืองในแต่ละแบบนั้นมีข้อจำกัด ข้อดี ข้อเสีย แตกต่างกันออกไป โดยยึดถือลักษณะ
ทางธรณีวิทยาของแหล่งแร่ และความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์เป็นหลักในการพิจารณา การทำเหมืองในแต่ละแบบมีรายละเอียดในการดำเนินการดังนี้
การทำเหมืองถ่านหินแบบเหมืองเปิด (Surface Mining)
               การทำเหมืองถ่านหินแบบเหมืองเปิดนั้น เป็นการทำเหมืองจากผิวดินลึกลงไปหาชั้นแร่แล้วทำการ
ขุดแร่นั้น ขึ้นมาใช้ การทำเหมืองแบบนี้มีที่ดำเนินการอยู่ 3 ประเภทคือ
                                        Open Pit Mining
                                        Open Cast Mining หรือ Strip Mining
                                        Auger  Mining
           ซึ่งถ่านหินที่นำมาใช้ประโยชน์ส่วนใหญ่จะได้มาจากการทำเหมืองทั้ง 3 วิธีนี้
ขั้นตอนการทำเหมืองเปิด
               หลังจากที่ได้ทำการสำรวจทางด้านธรณีวิทยาจนได้ข้อมูลของแหล่งแร่ทั้งทางด้านโครงสร้างทางธรณีวิทยา
และปริมาณแร่ที่มีอยู่แล้ว จะต้องนำข้อมูลดังกล่าวมาทำการศึกษาความเหมาะสม ในการเปิดการทำเหมืองที่มีความ
คุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์     ซึ่งปริมาณแร่ที่มีทั้งแหล่งอาจจะมีความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ในการทำเหมืองทั้งหมด 
หรือเพียงบางส่วนของแหล่งก็ได้  ขึ้นอยู่กับธรณีวิทยาของแหล่งลักษณะการวางตัวของชั้นแร่ และราคาของแร่นั้นๆ
               
                โดยลักษณะการทำเหมืองเปิด (Surface  Mining) การขุดดินและแร่ออกจากบ่อเหมืองนั้น ระยะทาง
ในการขนส่งจะไกลขึ้น    เนื่องจากความลึกของบ่อเหมืองที่ลึกลงไปเรื่อยๆ จนถึงจุดซึ่งค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่ใช้ในการ
ดำเนินงาน ณ จุดนั้นไม่คุ้มค่าในการผลิตโดยการทำเหมืองวิธีนี้     จ ะต้องดำเนินการทำเหมืองโดยวิธีอื่นที่คุ้มค่า
ต่อไป  ขั้นตอนในการทำเหมืองเปิดแบ่งออกเป็นขั้นตอนต่างๆ ได้ดังนี้
             ขั้นตอนที่ 1 การเตรียมพื้นที่
                พื้นที่การทำเหมืองนั้นนับได้ว่าเป็นปัญหาและอุปสรรคแรกที่จะพบตั้งแต่เริ่มงานการทำเหมืองจะเกิดขึ้นได้ก็ต้องดำเนินการให้ได้มาซึ่งพื้นที่เหล่านี้
เสียก่อน  พื้นที่การทำเหมืองจะประกอบด้วยพื้นที่ต่างๆ ดังนี้
                         -  พื้นที่ ๆ เป็นแหล่งแร่ ซึ่งต้องขอประทานบัตรทำเหมือง
                         -  พื้นที่ ๆ จะใช้เป็นที่ทิ้งดิน (Waste  Dump) และที่กอง Top  Soil
                         -  พื้นที่ ๆ จะใช้ก่อสร้างโรงแต่งแร่ และ Stock  Pile
                         -  พื้นที่ ๆ จะใช้ก่อสร้าง Surface Facilities เช่น สำนักงานสนามโรงซ่อมเครื่องจักรกล ถนนทางวิ่ง คลองผันน้ำ ผนังกั้นน้ำ ฯลฯ เป็นต้น
                 การเลือกและการเตรียมพื้นที่ดังกล่าวโดยเฉพาะที่ทิ้งดินที่กอง Top  Soil  โรงแต่งแร่  และที่กองแร่ควรจะให้อยู่ใกล้กับพื้นที่บ่อเหมืองมากที่สุด
เท่าที่จะมากได้  เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการขนส่งทั้งดินและแร่
            ขั้นตอนที่ 2 การเลือกเครื่องจักรกล
                เครื่องจักรกลที่ใช้ในการทำเหมืองเปิดแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ  ดังนี้
                (1) เครื่องจักรกลหลัก  (Main  Equipments) เป็นเครื่องจักรกลที่เกี่ยวข้องกับผลผลิต ของเหมืองโดยตรง ได้แก่  เครื่องจักรกลที่นำมา
                      ใช้ในการขุดดิน-แร่  เช่น  รถขุด  Shovel, Back  Hoe,  Dragline,  Front  End  Loader,  Bucketwheel  Excavator ฯลฯ เป็นต้น
                      และเครื่องจักรกลที่นำมาใช้ ในการขนดิน-แร่ ออกจากบ่อเหมือง เช่น Truck, Belt  Conveyor  Systesm,  และรถไฟ ฯลฯ เป็นต้น
                (2) เคื่องจักรกลช่วยและสนับสนุน  ได้แก่  เครื่องจักรกลอื่นๆ นอกเหนือจากเครื่องจักรกลหลักที่ใช้ทำการขุดและขน  เครื่องจักรกลประเภทนี้จะเป็น
                      เครื่องจักรกลที่ช่วยสนับสนุนให้การทำงานของเครื่องจักรกลหลักดังกล่าวมาแล้วข้างต้นเป็นไปด้วยดี  เช่น  Tractor,  Motor  Grader,
                     รถเจาะระเบิด ฯลฯ  เป็นต้น
                 การพิจารณาเลือกเครื่องจักรกลที่จะนำมาใช้ในการทำเหมืองเปิดนั้น  มีหลักเกณฑ์ ที่ควรนำมาใช้ประกอบการพิจารณาเลือกดังนี้
                        -  เป้าหมายการทำงาน เช่น ปริมาณหน้าดินที่ต้องเปิดปริมาณแร่ที่ต้องขุด
                        -  ความสามารถของเครื่องจักรกล
                        -  ขนาดและจำนวนของเครื่องจักรกล
                        -  อายุการใช้งานของเครื่องจักรกล
                        -  ราคาของเครื่องจักรกล
           ขั้นตอนที่ 3 การวางแผนการทำเหมือง
               การวางแผนการทำเหมืองในขั้นนี้  เป็นการวางแผนในขั้นรายละเอียดเพื่อนำไปใช้ ในการทำงานจริง  โดยจะมีการจัดทำแบบแปลนเหมืองทั้ง
ระยะยาวระยะกลาง  และระยะสั้น  แบบก่อสร้างองค์ประกอบต่างๆ ของเหมือง เช่น  ถนน  สะพาน  ผนังกั้นน้ำ  คลองผันน้ำ  สำนักงาน  ฯลฯ  ตลอดจนแผน
ในการฟื้นฟูสภาพเหมือง  เป็นต้น
           ขั้นตอนที่ 4 การดำเนินการทำเหมือง
              เป็นขั้นตอนที่นำแผนและแบบต่างๆ ที่จัดทำไว้มาดำเนินการทำเหมืองจริง ๆ ต่อไป  การดำเนินงานในขั้นตอนนี้ส่วนใหญ่แล้วจะพบกับปัญหา
ในการทำงานซึ่งไม่เคยคาดคิดมาก่อน  ทั้งทางด้านโครงสร้างทางธรณีวิทยา  การใช้เครื่องจักรกล  ตลอดจนปัญหาอื่นๆ ซึ่งมีผล ทำให้การดำเนินงาน
ไม่เป็นไปตามแบบแปลนและเป้าหมายที่วางไว้  จึงต้องมีการแก้ไขแบบแปลนต่างๆ ให้สอดคล้องกับสภาพจริงในการทำงาน
ประเภทการทำเหมืองเปิด
           Open Pit Mining
               การทำเหมืองเปิดประเภท  Open  Pit  Mining จะทำโดยการเปิดหน้าดินเป็นบ่อลึก ลงไปจนถึงชั้นแร่ แล้วจึงทำการขุดแร่ออกมาใช้งาน การ
ทำเหมืองประเภทนี้จะแบ่งทำเป็นชั้นๆ (Bench) ซึ่งอาจจะมีชั้นเดียวหรือหลายชั้นก็ได้  ขึ้นอยู่กับความลึกของชั้นแร่และความสามารถของเครื่องจักรกล
ที่จะนำมาใช้ทำงาน  ลักษณะของเหมืองจะคล้ายกับรูปปิรามิดฐานกลมพุ่งลงดิน หรือ เหมือนกับการขุดบ่อลึกลงไปเป็นขั้นบันได  การทำเหมืองเป็นชั้นๆ นี้
ทำให้เกิดความมั่นคง (Stability) ของผนังบ่อเหมือง และมีความปลอดภัยในการทำงาน  ความสูงของ    Bench  จะกำหนดตามความสามารถของเครื่อง
จักรกลที่ใช้ทำการขุด ส่วนความกว้างของ Bench ขณะทำงานนั้นจะต้องมีความกว้างเพียงพอสำหรับใช้เครื่องจักรกลต่างๆ สามารถทำงานได้อย่างสะดวก
           
           การทำเหมืองประเภท Open  Pit  Mining เหมาะสำหรับเหมืองถ่านหินที่มีขนาดใหญ่ ซึ่งผลผลิตของถ่านหินส่วนใหญ่จะได้จากเหมืองประเภทนี้
           
          ในการทำเหมืองจะเริ่มจากการเตรียมพื้นที่พร้อมทั้งสร้างโรงแต่งแร่ (กรณีจำเป็น) และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ สิ่งที่สำคัญมากในการทำเหมือง
ถ่านหินแบบ Open  Pit  Mining นั้น ได้แก่  พื้นที่ทิ้งดิน  (Waste  Dump) ที่กอง Top  Soil และ Stockpile ทั้งนี้เพราะพื้นที่เหล่านี้จะมีผล ต่อค่า
ใช้จ่ายในการขนส่ง  ดังนั้น การกำหนดพื้นที่จึงต้องกำหนดให้อยู่ใกล้กับขอบเขตสุดท้ายของ การทำเหมือง (Proposed  Final  Pit) ให้มากที่สุดเท่าที่จะ
มากได้  จากนั้นจึงเลือกเครื่องจักรกลตาม ความจำเป็นและเหมาะสม  เนื่องจากการทำเหมืองแบบนี้ต้องทำการขุดดินออกจนถึงชั้นถ่านหรือ ชั้นแร่จึงจะทำ
 การขุดแร่หรือถ่านหินออกมาใช้ได้  ดังนั้นในการทำเหมืองจึงจำเป็นต้องทำการเปิด หน้าดินเป็นการล่วงหน้าเพื่อให้สามารถขุดแร่หรือถ่านหินออกมาใช้
 ได้ตามกำหนดลักษณะของ งานส่วนใหญ่ที่จะทำจะประกอบด้วยงาน 4 ประเภท คือ
               การเจาะและระเบิดนั้นจะจำเป็นหรือไม่ ขึ้นอยู่กับคุณสมบัติและความแข็งของวัสดุที่จะทำการขุด ส่วนการขุดและขนนั้นจะต้องเลือกใช้เครื่องจักรกล
ให้เหมาะสมกับงานแต่ละงาน  เพื่อให้สามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
               นอกเหนือจากงานหลักในการทำเหมืองดังกล่าวมาแล้วข้างต้น ยังมีงานสนับสนุน ที่นับได้ว่ามีความจำเป็นในการทำเหมืองเช่นเดียวกัน  ได้แก่
                    -  งานด้านสุขภาพและความปลอดภัยในการทำงาน
                    -  งานควบคุมทางด้านผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทั้งด้านเสียง ฝุ่น  น้ำ  ฯลฯ
                    -  งานควบคุมทางด้านวิศวกรรมธรณี เพื่อป้องกันการพังทลายของผนังบ่อ เหมือง และที่ทิ้งดิน
                    -  งานด้านระบบระบายน้ำ
                    - งานด้านบำรุงรักษาเครื่องจักรกล
                    - งานระบบสื่อสาร
                    - งานด้านวิศวกรรมโยธา เช่น งานก่อสร้างต่างๆ งานบำรุงรักษาถนนทางวิ่งสำหรับการขนส่ง ฯลฯ เป็นต้น 
                    - งานฟื้นฟูสภาพเหมือง (Reclamation)
             เครื่องจักรกลที่ใช้ในการทำเหมือง Open Pit mining นี้ สามารถเลือกใช้ เครื่องจักรกลได้หลายประเภทนับตั้งแต่ระบบ Continuous Mining 
Equipment (Bucketwheel Excavator + Belt Conveyor System) ระบบ Shovel & Truck และระบบผสมระหว่าง Shovel & Truck 
กับ Crusher + Belt Conveyor System ตามความเหมาะสมกับลักษณะของวัสดุและงานที่จะทำ
ข้อดี ข้อเสีย
1. ความสามารถในการผลิตสูง 1. มีข้อจำกัดในเรื่องความลึกของบ่อเหมือง
2. วิธีการทำงานไม่ยุ่งยากซับซ้อน 2. มีข้อจำกัดในเรื่อง Stripping Ratio
3. สามารถปรับเปลี่ยนการทำงานหรืออัตราการผลิตได้ง่าย 3. ใช้เงินลงทุนสูง
4. สามารถเลือกใช้เครื่องจักรกลให้เหมาะสมได้หลายอย่าง 4. ต้องใช้พื้นที่ในการทำเหมืองมาก ทั้งที่ทิ้งดินและบ่อเหมือง
5. สามารถควบคุมความมั่นคงของผนังบ่อเหมืองได้ง่าย 5. ต้องทำการฟิ้นฟูสภาพหลังจากการทำเหมือง
6. มี Percent Recovery สูง 6. ต้องเป็นแหล่งแร่ขนาดใหญ่ จึงจะมีต้นทุนการผลิตต่ำและมีความคุ้มค่าในการทำเหมือง
7. มีความปลอดภัยในการทำงานและไม่เป็นอัตรายต่อ สุขภาพของผู้ปฏิบัติงาน
8. สามารถควบคุมคุญภาพของผลผลิตได้ง่าย
ตารางเปรียบเทียบข้อดี-ข้อเสียของการทำเหมืองแบบ Open Pit Mining
          Open Cast mining หรือ Strip Mining
 
            การทำงานเหมืองแบบ Open Cast Mining นี้ เป็นการทำเหมืองเปิดอีกวิธีหนึ่ง หลักใหญ่ๆ ของการทำเหมืองแบบ Open Cast Mining
ก็คือการลดการขนหน้าดิน  (Overburden)  ออกไปทิ้งยังที่ทิ้งดินซึ่งอยู่ไกลออกไป แต่จะกองไว้ข้างบ่อเหมืองหรือ Strip ที่เปิดเครื่องจักรกลที่ทำงานดิน
จะต้องเป็นเครื่องจักรกลที่รวมความสามารถในการขุดและขนไว้นอกบ่อเหมืองด้วยรถบรรทุก  หรือระบบสายพานลำเลียง  เช่น   ดินส่วนที่เป็นผิวดิน
 (Top Soil)จะต้องขนไปกองไว้นอกบ่อเหมืองเป็นการชั่วคราว เพื่อจะนำกลับมาใช้ในการฟื้นสภาพเหมืองในภายหลัง เป็นต้น
          การทำเหมืองจะทำการเปิดเป็น Block หรือ Strip เล็กๆ โดยใช้รถขุด Dragline ทำการขุดดินกองไว้ข้างๆ  ถ้าหน้าดินนี้แข็งเกินความสามารถใน
การขุดของ Dragline ก็จะต้องทำการระเบิดเสียก่อน  เมื่อทำการเปิดหน้าดินจนถึงชั้นถ่านหินแล้วก็ดำเนินการขุดถ่านหิน โดยใช้  Shovel  และขนโดยรถ
บรรทุกเหมือนกับในการทำเหมืองแบบ Open  Pit  Mining เมื่อทำการขุด ถ่านหินออกจนหมด Block หรือ Strip ที่เปิดแล้ว ก็จะย้ายไปทำการเปิดหน้าดิน
ใน Block หรือ Strip กัดไปที่อยู่ข้างๆ โดยนำหน้าดินที่เปิดมาถมกลับใน Block หรือ Strip ที่ทำการขุดถ่านหิน ออกหมดแล้ว
          โดยลักษณะการทำเหมืองแบบนี้ จะทำให้ปริมาณการเปิดหน้าดินและใช้เนื้อที่การทำเหมืองน้อยกว่าการทำเหมืองแบบ Open  Pit  Mining   
สามารถลดค่าใช้จ่ายทางด้านเครื่องจักรกลสำหรับขนดินและค่าใช้จ่ายทางด้านการฟื้นฟูสภาพเหมืองลงได้มาก  ลักษณะของแหล่งแร่ที่เหมาะกับการทำเหมือง
แบบนี้ ประกอบด้วย
                       -  ต้องเป็นแหล่งที่มีขนาดใหญ่และชั้นถ่านหินมีความต่อเนื่องกัน
                       -  ชั้นถ่านหินจะต้องอยู่ในแนวราบหรือมีความลาดเอียงไม่มากนัก
                       -  ความลึกของชั้นถ่านหินต้องไม่ลึกจนเกินความสามารถของเครื่องจักรกลขุด ที่ทำงานโดยไม่ต้องทำการ Rehandling
ข้อดี ข้อเสีย
1. ความสามารถในการผลิตสูง 1. มีข้อจำกัดในเรื่องความลึกของบ่อเหมือง
2. ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานต่ำ 2. มีข้อจำกัดในเรื่องความลาดเอียงของชั้นถ่านหิน
3. ให้ผลผลิตได้เร็ว 3. ต้องเป็นแหล่งขนาดใหญ่และต่อเนื่อง
4. ใช้แรงงานน้อย 4. เครื่องจักรกลที่ใช้ทำงานมีให้เลือกน้อย
5. สามารถควบคุมความมั่นคงของผนังบ่อเหมืองได้ง่าย 5. ต้องหลีกเลี่ยงการ Rehandling เพราะจะทำให้ค่าใช้จ่ายสูง
6. มี Percent Recovery สูง
7. มีความปลอดภัยในการทำงานและไม่เป็นอันตรายต่อ สุขภาพของผู้ปฏิบัติงาน
ตารางเปรียบเทียบข้อดี-ข้อเสียของการทำเหมืองแบบ Open Cast Mining
             Auger Mining
                เป็นวิธีการขุดเจาะเพื่อเอาถ่านหินบริเวณ Highwall หรือ Outcropออกมาโดยใช้เครื่องเจาะแบบสว่าน (Auger  Drill)  ทำการเจาะเข้าไปใน
ชั้นถ่านหิน  ซึ่งตัวสว่านจะนำพาถ่านหิน ที่ถูกเจาะออกมาตามรูที่เ จากนั้นก็ใช้รถตัก ตักใส่รถบรรทุกขนไปใช้งาน
               การทำเหมืองแบบนี้ไม่มีการเปิดหน้าดินจะมีเพียงการขุดเจาะเอาถ่านมาใช้เท่านั้น ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นการทำงานเสริม หรือต่อจากการทำเหมือง
แบบ Open  Pit  Mining หรือ Open  Cast  Mining แล้ว  โดยมากมักจะทำการเจาะในชั้นถ่านบางๆ ซึ่งไม่สามารถขุดคัดแยกจากการทำเหมือง
โดยวิธีอื่นแล้ว การทำเหมืองวิธีนี้ไม่ค่อยนิยมทำกันเนื่องจากมี Percent  Recovery ต่ำ  ยกเว้นในเหมืองที่มีถ่านหินคุณภาพสูงสามารถนำไปใช้งาน
อย่างอื่นที่มีราคาสูงกว่าการใช้เป็นเชื้อเพลิง
การทำเหมืองถ่านหินใต้ดิน
              การทำเหมืองถ่านหินโดยทั่วไปถ้ามีทางเลือกที่จะทำเหมืองเปิด (Surface  Mine) ได้ก็ไม่ควรจะเลือกการทำเหมืองใต้ดิน เพราะการทำเหมือง
ใต้ดินค่อนข้างอันตราย อันเนื่องมาจากสาเหตุ ดังต่อไปนี้
               - ในชั้นของถ่านหินจะมีการสะสมตัวของก๊าซที่ไวต่อการติดไฟ เช่น  ก๊าซมีเทน เมื่อทำการขุดถ่านก๊าซดังกล่าวจะถูกระบายออกมาสะสมในบริเวณ
หน้างาน  ถ้าเกิดปัญหากับระบบระบายอากาศของการทำเหมืองใต้ดิน อาจทำให้เกิดการลุกติดไฟของก๊าซดังกล่าวได้
               - บริเวณหน้างานการขุดถ่าน จะมีการฟุ้งกระจายของฝุ่นผงถ่าน  ถ้าความหนาแน่นของฝุ่นถ่านสะสมตัวถึงจุดที่เหมาะสมกับอุณหภูมิ และความดัน
ของอากาศในบริเวณหน้างาน จะสามารถทำให้เกิดการระเบิดอย่างรุนแรงขึ้นได้
          อย่างไรก็ตาม  ในบางครั้งอาจมีข้อจำกัดที่ทำให้ต้องตัดสินใจเลือกการทำเหมืองถ่านหินแบบเหมืองใต้ดิน ข้อจำกัดที่พอมองเห็นได้เด่นชัด  ได้แก่
               -  สายแร่ถ่านหินอยู่ลึกมากจากผิวดินทำให้ไม่สามารถทำเหมืองเปิดได้ เพราะต้องขุดเปิดดินและหินออกจำนวนมากก่อนที่จะถึงชั้นถ่าน ทำให้อัตรา
ส่วนระหว่างดินต่อถ่าน (Stripping  Patio) ที่จะต้องขุดออกสูงมาก ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในการชุดขนดินและถ่านแพงกว่าราคาถ่านที่จะขายได้ จำเป็นต้องเลือก
วิธีการทำเหมืองใต้ดินเพื่อลดค่าใช้จ่ายของการเปิดหน้าดิน
               -  แหล่งแร่ถ่านหินอยู่ใกล้แหล่งชุมชน  หรืออยู่ใกล้บริเวณที่มีการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่ค่อนข้างเข้มงวด  ทำให้การทำเหมืองเปิดไม่สามารถควบคุม
มลภาวะที่เกิดจากการทำเหมืองให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ค่อนข้างสูงได้  หรืออาจจะต้องเสียค่าใช้จ่ายจำนวนมากในการควบคุมมลภาวะ การเลือกวิธี
การทำเหมืองใต้ดินอาจเสียค่าใช้จ่ายต่ำกว่า
วิธีการและขั้นตอนของการทำเหมืองถ่านหินใต้ดิน
            ในการทำเหมืองถ่านหินใต้ดินมีขั้นตอนการทำงานที่สำคัญดังนี้
            การเจาะอุโมงค์เข้าหาแหล่งแร่
                            อุโมงค์ที่เจาะเข้าหาแหล่งแร่แบ่งได้เป็น 3 ระดับ คือ
                            (1) Primary (Main Opening)
                                      Primary  (Main  Opening)  สามารถจำแนกออกได้เป็น 3 ประเภทคือ
                                      (1.1)  Vertical  Shaft  เป็นอุโมงค์ปากทางเข้าที่วางตัวในแนวดิ่งเจาะลึกลงไปใต้ดิน การขนส่งคน วัสดุ และถ่านหินจะใช้ถังกว้าน 
                                                (Skip  Hoist) เป็นเครื่องมือในการขนส่ง
                                      (1.2)   Inclined  Shaft  เป็นอุโมงค์ปากทางเข้าที่วางตัวในแนวเอียงลึกลงไปใต้ดิน การขนส่งอาจจะใช้ High Angle Belt 
                                                Conveyor  หรือรถรางที่ใช้กว้านดึงในแนวเอียง
                                      (1.3)   Adit  เป็นอุโมงค์ปากทางเข้าที่วางตัวในแนวราบหรือเกือบราบเหมาะสำหรับภูมิประเทศที่เป็นภูเขาและมีสายแร่ถ่านหินอยู่ภายใน  
                                                โดยระดับของสายแร่จะอยู่ในระดับ ที่ใกล้เคียงกับปากทางเข้า  เครื่องมือที่ใช้ในการขนส่ง  ได้แก่  สายพานลำเลียง  รถไฟ
                                                หรือรถบรรทุก สำหรับเหมืองใต้ดิน
                             (2) Secondary (Level or Zone Opening)
                                   Secondary  (Level  or  Zone  Opening)  เป็นการเจาะอุโมงค์ที่แยกต่อออกไปจาก Main Opening  เข้าไปหาหน้างานการ
                             ขุดขนถ่านหินเพื่อใช้เป็นเส้นทางในการลำเลียงขนส่งติดต่อระหว่างหน้างานการขุดขนถ่านหินในแต่ละระดับ (Level) หรือระหว่างหน้างาน
                             ขุดถ่านกับ Main Opening อุโมงค์ที่ขุดเจาะเพื่อวัตถุประสงค์นี้จะมีชื่อเรียกแตกต่างกันไปตามวัตถุประสงค์และลักษณะของการขุดเจาะ
                             ตัวอย่างเช่น
                                 -  Entry  เป็นอุโมงค์ในแนวราบแยกออกไปจาก Main  Opening เข้าไปหาหน้างานในแต่ละระดับ
                                 -  Drift  เป็นอุโมงค์ในแนวราบที่ขุดขนานไปกับแนว Strike ของ Seam ถ่านหินแต่อยู่นอกสายแร่ถ่านหิน
                                 -  Raise  เป็นอุโมงค์ในแนวดิ่ง ที่ชุดเชื่อมจากระดับหน้างานชั้นล่าง (Lower  Level) ขึ้นมาหาหน้างานที่อยู่ในระดับบน
                                    (Upper  Level)
                                 -  Inclined  เป็นอุโมงค์ในแนวเอียง ที่ขุดเชื่อมจากระดับหน้างานที่ต่ำขึ้นมาหาระดับหน้างานที่สูงกว่า
                                 -  Declined  เป็นอุโมงค์ในแนวเอียง ที่ชุดเชื่อมจากระดับหน้างานที่สูงลงมาหาระดับหน้างานที่ต่ำกว่า
                                 -  Winze  เป็นอุโมงค์ในแนวดิ่งที่ขุดเชื่อมจากระดับหน้างานที่สูงลงมาหาระดับหน้างานที่อยู่ต่ำกว่า
                           (3) Tertiary (Panel   Opening)
                              Tertiary (Panel  Opening)    เป็นอุโมงค์ที่เจาะเพื่อการขุดถ่านหิน  ตัวอย่างเช่น
                                -  Cross  Cut  เป็นอุโมงค์ในแนวราบที่ขุดแยกออกจาก Drift หรือ Entry เข้าไปหาสายแร่ถ่านหิน
                                -  Room  เป็นอุโมงค์ที่ขุดเจาะในสายแร่ถ่านหินเพื่อการเอาถ่านออก
การขุดถ่านหิน (Coal Extraction)
                             การทำเหมืองถ่านหินใต้ดิน มีวิธีการเดินหน้าเหมืองเพื่อการขุดถ่านหินหลายวิธี แต่ละวิธีจะมีข้อดี  ข้อเสีย  และข้อจำกัดอันเนื่องมาจาก 
ลักษณะ การวางตัวของสายแร่ถ่านหินแตกต่างกันไป วิธีกรเดินหน้าเหมืองที่สำคัญมีดังนี้
                        (1) Longwall Mining
                             การเดินหน้าเหมืองโดยวิธีนี้  สามารถทำได้ในแหล่งแร่ถ่านหินที่สายแร่วางตัวในแนวราบหรือค่อนข้างราบ (มุม Dip ไม่ควรเกิน 30 องศา)
 วิธีการทำเหมืองจะแบ่งหน้างานการขุดถ่านหินออกเป็นส่วน ๆ  เรียกว่า "Panel"  แต่ละ Panel จะมีความกว้างระหว่าง 100-250 เมตร  และยาวระหว่าง 
800-2,500 เมตร  ในการเริ่มต้นเตรียมหน้างานจะเจาะอุโมงค์ที่ปลายด้านข้างทั้งสองของ Panel ตลอดความยาวของ Panel อุโมงค์ด้านหนึ่งเรียกว่า 
Main  Gate ใช้เป็นเส้นทางขนส่งถ่านหินออกจากหน้างานและเป็นทางระบายอากาศเข้าไปยังหน้างานขุดถ่านหิน (Air  Intake) อุโมงค์ด้านตรงข้าม
เรียกว่า Tail  Gate  หรือ Return  Gate  ใช้เป็นอุโมงค์ระบายอากาศออก  โดยจะมีท่อดูดอากาศ ฝุ่นถ่านหินและก๊าซที่สะสมตัวในบริเวณหน้างานออก 
(Air  Return)  เมื่อขุด Main  Gate และ Tail  Gate เสร็จแล้วก็จะเตรียมหน้างานขุดถ่านเชื่อมระหว่าง Main  Gate และ Tail  Gate เพื่อติดตั้ง
เครื่องค้ำยัน (Shield  Support) ที่ใช้แรง Hydraulic ในการค้ำยันหน้างานการขุดถ่าน และใช้เป็นแรงในการขับเคลื่อนตัวเองให้เดินหน้าไปตามทิศทาง
การเดินหน้าเหมืองพร้อมทั้งติดตั้ง Face  Conveyor (Chain  Conveyor  or  Armored  Conveyor)     และเครื่องมือขุดถ่านหิน (Drum  
Shearer) ดูรายละเอียดในภาพที่ 4.1 และรูปที่ 4.1
                          ในการเดินหน้าเหมือง Drum  Shearer  จะขุดถ่านหินจาก Main  Gate ไปยัง Tail  Gate และจาก Tail  Gate มายัง Main  Gate
 สลับไปมาเป็น Slice บางๆ ประมาณ 20-30 เซนติเมตร  ขึ้นกับขนาดของ Drum  Shearer ในขณะเดียวกัน Shield  Support ก็จะขยับไปข้างหน้า 
ซึ่งจะดัน Face  Conveyor และ Rail  Track ของ Drum  Shearer ให้ขยังตามไปข้างหน้าด้วย ทำให้ Drum  Shearer สามารถเดินหน้า ขุดถ่านหิน
ไปได้เรื่อยๆ จนหมดความยาวของ Panel
                        ในกรณีที่สายแร่ถ่านหินหนามากกว่า Shield  Support ที่มีใช้กันอยู่ทั่วไป จะต้องแบ่งสายแร่ออกเป็นชั้นๆ เรียกว่า Slicing  Method
โดยให้ชั้นบนเดินหน้างานล่วงหน้าไปก่อนประมาณ 40-50 เมตร
                       การทำเหมืองโดยวิธี Longwall  Mining  จะสามารถขุดถ่านหินได้ค่อนข้างสะอาดสามารถ Recover สายแร่ถ่านหินได้มากกว่า 90% 
สภาพหน้างานมีความปลอดภัยค่อนข้างสูงเมื่อเปรียบเทียบกับการทำเหมืองโดยวิธีอื่นสามารถให้ High Production Rate  ใช้จำนวนคนงานในบริเวณ
หน้างานน้อยแต่มีค่าลงทุนเบื้องต้น (Capital  Investment) สูงมาก
                      (2) Room and Pillar
           การทำเหมืองวิธีนี้เหมาะสำหรับสายแร่ถ่านหินที่วางตัวในแนวราบ หรือค่อนข้างราบ (มุม Dip ของสายแร่ควร
ชันน้อยกว่า 15 องศา) วิธีการทำเหมืองจะแบ่ง สายแร่ถ่านหินออกเป็น Panel  แล้วเจาะอุโมงค์เข้าไปในสายแร่ 
(Room  Entry) ทางด้านข้างของ Panel ตามความยาวของ Panel ใช้เป็นเส้นทางในการลำเลียงถ่านหินออกจาก
หน้างาน หลังจากนั้นก็จะเจาะอุโมงค์ในสายแร่ (Room) เพื่อการเอาถ่านหินออก การเจาะ Room ในแต่ละ Panel จะ
เจาะตัดขวางกันไปมาเป็นรูปตาข่ายสี่เหลี่ยม  โดยทิ้งถ่านหินส่วนหนึ่งเป็น Block สี่เหลี่ยม (Pillar) ไว้ สำหรับการค้ำ
ยันอุโมงค์ ขนาดของ Room และ Pillar ที่ทิ้งไว้ค้ำยันจะขึ้นอยู่กับลักษณะโครงสร้าง ทางธรณีวิทยา และเสถียรภาพ
ของชั้นหินในบริเวณหน้างาน
          เมื่อเจาะ Room เต็ม Panel แล้ว จะสามารถ Recover ถ่านหินได้ประมาณ 40-60% ใน Panel นั้น  ถ้าต้อง
การขุดถ่านหินเพิ่มขึ้น ในช่วงของการเดินถอนหลังกลับหลังจากที่ขุด Room จนสุด Panel แล้ว สามารถที่จะขุด Pillar 
ที่ค้ำยันอยู่ในแต่ละ Panel ออกแล้วปล่อยให้หน้างานพังลงมา การขุด Pillar จะต้องขุดถอยหลังออกมาจากหน้างาน เทคนิค
ที่ใช้ในการขุด Pillar เรียกว่า "Pocket  and  Wing" โดยต้องขุดส่วนที่เป็นPocket แล้วจึงขุดส่วนที่เป็น Wing 
          โดยทั่วไป  Pillar ที่จุขุดออกจะเป็น Pillar ที่อยู่ในส่วนตอนกลางของ Panel ที่เรียกว่า "Chain  Pillar" ส่วนที่อยู่
ตามขอบของ Panel ที่เรียกว่า "Barrier  Pillar"  จะทิ้งไว้ไม่ขุดออก เพื่อไม่ให้อุโมงค์ที่เป็น Room  Entry ซึ่งเป็นอุโมงค์
ที่ใช้ในการขนส่งถ่านหินพังทลายลงาการขุด Pillar ออกจะทำให้สามารถ Recover  ถ่านหินได้เพิ่มขึ้นถึง 70-90%  วิธีการ
ขุดถ่านหินในการทำเหมือง  โดยวิธี Room  and  Pillar มีสองวิธีคือ วิธี Conventional Method  ได้แก่ การเจาะ และ
ระเบิด แล้วตักถ่านหินขนออกจากหน้างาน อีกวิธีหนึ่งคือ การใช้ Continuous  Mining  Equipment ได้แก่  การใช้เครื่อง
จักรประเภท Coal  Cutter  ซึ่งเมื่อขุดถ่านแล้วจะกวาดถ่านหินป้อนใส่ Face  Conveyor เพื่อขนไปส่งให้กับระบบขนส่ง
ถ่านหินออกนอกบ่อเหมืองต่อไป
          การทำเหมืองโดยวิธีนี้มีข้อดีคือ  สามารถเปิดหน้างานขุดถ่านหินหลายหน้างานภายใน Panel เดียวกัน ทำให้ได้ High 
Production Rate  แต่มีข้อเสียคือ  การควบคุมความปลอดภัยและการควบคุมระบบระบายอากาศและก๊าซ ในบริเวณหน้างาน
การขุดถ่านหินมีความยุ่งยากซับซ้อนกว่าการทำเหมืองแบบ Longwall  Mining


รูป Coal Cutter

                    (3) Hydraulic Mining

          การทำเหมืองโดยวิะนี้จะทำในแหล่งแร่ที่สายแร่ถ่านหินวางตัว เอียงชันมาก  เพราะถ้าสายแร่วางตัวในแนวราบ หรือค่อนข้างราบ จะเลือกวิธีการทำ
เหมืองแบบ Longwall  Mining หรือ Room  and  Pillal
          การเตรียมหน้างานในการทำเหมืองแบบ  Hydraulic  Mining ขั้นแรกจะเจาะ Drift  ใน Foot  Wall ของสายแร่ถ่านหินที่สองระดับ คือ  ระดับบน
เรียกว่า Upper  Level และระดับล่างเรียกว่า Lower  Level  โดยให้มีระดับต่างกันประมาณ 100-200 เมตร หลังจากนั้นจะเจาะ Inclined (Slope) 
เชื่อมต่อระหว่าง Upper  Level และ Lower  Level เป็นช่วงๆ ตลอดความยาวของสายแร่ที่จะขุดถ่านหินออกจาก Inclined จะเจาะ Cross Cut  เข้า
หาสายแร่ที่ทุกระดับ 20-25 เมตร เมื่อเจาะเข้าไปในสายแร่ถ่านหินแล้วก็จะเจาะอุโมงค์ทำ Sub  Level ในสายแร่ถ่านหิน อุโมงค์ของ Sub  Level จะเจาะ
ให้มีความลาดเอียงประมาณ 7-15 องศา  เพื่อให้การขนส่งถ่านหินที่ถูกพกมาพร้อมกับน้ำตามร่อง (Flume  Line) ที่ขุดไว้บนพื้นของอุโมงค์ Sub Level 
สามารถจะพาด่านหินได้สะดวก
          การเดินหน้าเหมืองจะใช้วิธีแบบเดินขุดถอยหลัง (Retreating  System) ในแต่ละ Sub  Level และไล่ขุดจาก Sub Level บนสุดลงมายัง Sub 
Level  ที่อยู่ข้างล่างการขุดถ่านหินจะใช้ หัวฉีดน้ำแรงดันสูง (Hydraulic  Monitor) ฉีดสารแร่ถ่านหินให้แตกและตกลงมายังพื้นของ Cross Cut ไปรวม
กันที่ Slury  Pipe  Line ใน Inclined
          การขนส่งถ่านหินจากใต้ดินขึ้นมาข้างบนสามารถทำได้สองวิธีคือ  วิธีแรกใช้ Slury  Pump สูบถ่านหินผสมน้ำขึ้นมาตาม Pipe Line  เป็นวิธีที่ไม่ค่อย
นิยมใช้เพราะเสียค่าใช้จ่ายสูงเนื่องจากต้องสูบน้ำขึ้นมาเป็นจำนวนมาก แล้วยังต้องสูบกลับลงไปใช้งานในบริเวณหน้างานใหม่ วิธีที่สอง ซึ่งเป็นวิธีที่นิยมใช้กัน
คือการ Dewatering  ถ่านหินเพื่อแยกน้ำและถ่านหินออกจากกันภายในอุโมงค์ใต้ดิน แล้วจึงขนถ่านหินขึ้นมาบนผิวดิน ส่วนน้ำจะถูกสูบไปรวมกันยังบ่อเก็บน้ำที่
ขุดเตรียมไว้ในอุโมงค์ เพื่อให้ตะกอนแล้วสูบกลับมาใช้งานใหม่
          การทำเหมืองโดยวิธีนี้มีข้อดี  คือ  ไม่มีปัญหาเรื่องฝุ่นในบริเวณหน้างาน และมีความปลอดภัยจากการลุกติดไปของก๊าซที่ถูกระบายออกมาจากสายแร่
ถ่านหิน แต่มีข้อเสีย คือ ความชื้นในบริเวณหน้างานสูงอาจจะมีปัญหาในเหมืองที่มีอากาศร้อน
                 (4) Diagonal Saw-teeth Mining

          การทำเหมืองโดยวิธีนี้จะใช้ในแหล่งแร่ที่สายแร่ถ่านหินวางตัวเอียงชันมาก  การเตรียมหน้างานจะเจาะอุโมงค์แนวราบภายในสายแร่ถ่านหิน สองอุโมงค์
ที่ระดับความลึกต่างกันประมาณ 100-120 เมตร อุโมงค์ที่อยู่ด้านบนเรียกว่า "Upper  Gate  Road" ใช้เป็นเส้นทางขนส่ง "Filling  Material"  เพื่อใช้
ถมกลับช่องว่างในสายแร่ถ่านหินที่ถูกขุดถ่านหินออกไป ส่วนอุโมงค์ที่อยู่ในระดับล่าง เรียกว่า "Lower  Gate  Road"   ใช้เป็นเส้นทางขนส่งถ่านหินออก
จากหน้างาน
          การเดินหน้าเหมืองจะเจาะเดินหน้าเหมืองเพื่อขุดเอาถ่านในทิศทางทะแยงมุมระหว่างแนว Strike และ Dip ของสายแร่ถ่านหิน โดยจะทำมุมกับแนว 
Strike ของสายแร่ถ่านหินประมาณ 25-30 องศา  ทั้งนี้เพื่อลดระดับความชันของทิศทางการเดินหน้าเหมืองการขุดถ่านจะเริ่มต้นจาก Lower Gate Road 
ขึ้นไปหา Upper  Gate  Road เมื่อเดินหน้าขุดถ่านไปทุกระยะ 15-20 เมตร จะยก หน้างานถ่านหิน (Step  Up) ขึ้นมาเหมือนกับฟันของใบเลื่อย (ดังแสดง
ในรูป) วิธีการขุดจะใช้การเจาะ และระเบิดเอาถ่านหินออกจากสายแร่ และใช้ไม้ค้ำยัน (Timbering) หน้างานที่ระเบิดเอาถ่านออกแล้ว ถ่านหินที่ถูกระเบิดออกมา
จะปล่อยให้ไหลไปตามราง (Vinyl  Trough) รางนี้จะมีผิวหน้าสัมผัสที่ลื่นมากมีความเสียดทานน้อย  โดยรางจะถูกวางเรียงต่อไว้ในบริเวณหน้างานไล่ลงมาจน
ถึง Lower  Gate  Road  ซึ่งจะมีรถขนถ่านหินรองรับถ่านที่ไหลลงมาและขนส่งต่อไปยัง Ore  Bin  ก่อนที่จะขนขึ้นมาบนผิวดินต่อไป  ส่วนช่องว่างที่เอาถ่าน
หินออกแล้วจะใช้หินถมกลับเพื่อป้องกันหน้างานพัง และใช้เป็นพื้นในการยืนทำงานเจาะระเบิดเพื่อเดินหน้าในการขุดถ่านหินต่อไป
          ในกรณีที่สายแร่ถ่านหินหนา การทำเหมืองโดยวิธีนี้จำเป็นต้องแบ่งสายแร่ออกเป็นชั้นๆ ชั้นละประมาณ 2 เมตร แล้วทำเหมืองขุดถ่านหินออก
ทีละชั้น (Slice  Mining) 
          นอกจากการทำเหมืองถ่านหินใต้ดินทั้งสี่วิธีตามที่ได้กล่าวมาแล้ว ยังมีวิธีการทำเหมืองถ่านหินใต้ดินวิธีอื่นๆ อีก  แต่ไม่เป็นที่นิยมแพร่หลายและรู้จักกัน
โดยทั่วไปเหมือนดังวิธีที่ได้กล่าวมาแล้ว
การขนส่งภายในเหมืองถ่านหินใต้ติน (Transportation)

          การเลือกวิธีการขนส่งในเหมืองถ่านหินใต้ดิน  เพื่อใช้ในการขนส่งวัสดุ  เครื่องจักร  อุปกรณ์  และถ่านหิน  ระหว่างหน้างานการขุดถ่านหินกับปากทาง
เข้าเหมืองที่อยู่บนดิน มีองค์ประกอบบางประการที่เป็นข้อจำกัดในการเลือกวิธีการขนส่ง เช่น  ชนิดของอุโมงค์ปากทางเข้า (Main Opening) ขนาดและความ
ลาดเอียงของอุโมงค์ที่เป็น Main  Haulage  Road (Roadway) และวิธีการเดินหน้าเหมืองขุดถ่านหิน เป็นต้น  แต่ไม่ว่าจะมีข้อจำกัดอย่างไรก็ตาม  
เมื่อเลือกวิธีการขนส่งที่เหมาะสมสอดคล้องกับข้อจำกัดต่างๆ ดังกล่าวแล้ว สิ่งที่สำคัญคือ  จะต้องออกแบบและก่อสร้างระบบขนส่งให้มีความสามารถในการ
ขนส่งเครื่องจักรกลที่หนักที่สุดที่จะต้องมีการขนขึ้นลงระหว่างหน้างานขุดถ่านหินและปากทางเข้าเหมือง และมีความสามารถในการขนส่งถ่านหินที่ขุดได้จาก
หน้างานขึ้นมาบนผิวดินในอัตราสอดคล้องกับความสามารถในการขุดถ่านหิน
          โดยทั่วๆ ไประบบการขนส่งในเหมืองถ่านหินใต้ดิน สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ส่วนดังนี้
          (1) การขนส่งจากพื้นดินลงไปยังระดับสายแร่ถ่านหิน (Surface to the Seam Level) การขนส่งในส่วนนี้จะขึ้นอยู่กับชนิดของอุโมงค์ปากทางเข้าคือ
                   - อุโมงค์ในแนวดิ่ง  (Shaft) จะใช้ระบบการกว้านในแนวดิ่ง (Vertical Hoisting System) เป็นระบบการขนส่งหลักลักษณะการทำงานของ
                     ระบบนี้ใช้หลักการเดียวกับลิฟต์ในอาคารสูงแต่มีขนาดใหญและแข็งแรงมากกว่า  เพราะต้องใช้ในการขนส่งเครื่องจักรกลหนัก และความสูง ใน
                      การกว้านหลายร้อยเมตรในบางแห่งอาจมากกว่า 1 กิโลเมตร
                   - อุโมงค์ในแนวเอียง  (Inclined  Shaft  or  Slope) จะใช้ระบบกว้านในแนวเอียงดึงกว้านรถขนส่ง เช่น  Mine Car, Passenger Car ที่ติด
                     ตั้งบนราง (Inclined Hoisting With Rail-track Mounted System) จะใช้ขนได้ทั้งเครื่องจักรอุปกรณ์  คนงาน  และถ่านหิน แต่ในเหมือง
                     บางแห่งอาจติดตั้ง High Angle Conveyor  เพิ่มเติมเพื่อใช้ในการขนส่งถ่านหินโดยเฉพาะ
                   - อุโมงค์ในแนวราบ (Adit) ระบบการขนส่งที่นิยมกันมากคือ  รถรางที่มีหัวลาก (Locomotive) ที่ขับเคลื่อนด้วยแบตเตอร์รี่ หรืออาจจะเป็นรถ
                     ขนส่งล้อยาง (Rubber  Tyre  Hauler) ที่ออกแบบสำหรับใช้งานในเหมืองใต้ดินโดยเฉพาะ  นอกจากนี้อาจจะใช้ Belt Conveyor ในการ
                     ขนส่งคนและถ่านหิน
          (2) การขนส่งภายในอุโมงค์ที่เป็น  Main  Haulage  Road  การขนส่งในส่วนนี้จะมีระบบการขนส่งให้เลือกได้หลายวิธีตามความเหมาะสมกับ ขนาด 
                ความยาว และความลาดเอียงของอุโมงค์  โดยทั่วไปการขนส่งในส่วนนี้จะใช้วิธีผสมกันตั้งแต่สองวิธีขึ้นไป  เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพ Roadway 
                ในแต่ละช่วง ระบบขนส่งที่นิยมใช้กัน เช่น รถรางลากจูงด้วยหัวรถจักร สายพานลำเลียง รถขนส่งล้อยาง หรือรถรางที่ใช้กว้านลากจูง  เป็นต้น
          (3) การขนส่งในบริเวณหน้างานขุดขนถ่าน (In-seam Transportation) วิธีการขนส่งในบริเวณหน้างานการขุดถ่านหินจะขึ้นอยู่กับวิธีการทำเหมือง เช่น
                   -  Longwall  Mining จะใช้ Belt  Conveyor เป็นระบบขนส่งหลัก
                   -  Room  and  Pillar  จะขึ้นอยู่กับเครื่องมือที่ใช้ในการขุดถ่านหิน ถ้าใช้ Continuous - Mining  Equipment จะใช้ 
                      Belt  Conveyor ในการขนส่ง ถ้าใช้วิธีการขุดถ่านหินแบบ Conventional (การเจาะระเบิดและตักถ่านหินจะใช้ Rubber Tyre 
                      Hauler  เช่น Shuttle  Car  เป็นต้น  เป็นเครื่องมือในการขนถ่านหิน
                   -  Hydraulic  Mining  จะใช้การขนส่งถ่านหินในระบบ Slury  ไปตาม Flume  Line  และ Pipe  Line
การระบายอากาศ (Ventilation) ในเหมืองถ่านหินใต้ดิน

          ระบบระบายอากาศในเหมืองถ่านหินใต้ดิน จะเป็นส่วนสำคัญของความปลอดภัยในการทำเหมือง ในการออกแบบระบายอากาศจะต้องให้ครอบคลุมถึง
วัตถุประสงค์ดังนี้
         -  ให้มีปริมาณอากาศที่มากเพียงพอ  และคุณภาพของอากาศอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน  สำหรับใช้ในการหายใจของคนงานในบริเวณหน้างานการขุดถ่านหิน
             และงานบริการอื่นๆ 
         -  มีปริมาณ อากาศที่มากเพียงพอจะเจือจางก๊าซมีเทนและก๊าซมีพิษอื่นๆ ที่เกิดจากการทำเหมือง  ให้อยู่ในมาตรฐานที่กำหนด เพื่อป้องกันอันตรายที่เกิด
            จากก๊าซเหล่านี้  เช่น การลุกติดไฟ  การระเบิด  เป็นต้น
         -  ปรับสภาพอุณหภูมิและความชื้นในบริเวณหน้างานให้มีความเหมาะสมในการทำงาน
         -  สามารถเจือจาง และระบายฝุ่นถ่านหินเกิดจากการทำเหมือง ให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน  เพื่อกันไม่ให้เกิดการระเบิดของฝุ่นถ่านในบริเวณหน้างานการ
            ขุดถ่าน
          มาตรฐานคุณภาพของอากาศในเหมืองใต้ดิน ที่กำหนดโดยกฎความปลอดภัยของการทำเหมืองใต้ดินในแต่ละประเทศอาจจะมีความแตกต่างกันบ้าง
แต่โดยหลักการและวิธีการแล้วจะมีความคล้ายคลึงกัน เช่น  ปริมาณอากาศสำหรับการหายใจของคนงาน จะกำหนดไว้ 100-200 ลูกบาศก์ฟุตต่อนาที ส่วน
ปริมาณอากาศที่จะใช้ในการเจือจางและระบายก๊าซและฝุ่นที่เกิดจากการทำเหมือง จะสามารถคำนวณปริมาณอากาศที่จำเป็นต้องใช้ได้ โดยในเบื้องต้นต้อง
ทราบปริมาณก๊าซและฝุ่นที่เกิดจากการทำเหมืองโดยคร่าวๆ และเปรียบเทียบกับมาตรฐานอากาศ แล้วจึงคำนวณ ปริมาณอากาศที่จำเป็นต้องใช้ในการเจือจาง
ก๊าซและฝุ่นที่เกิดขึ้น  สำหรับการปรับอุณหภูมิ และความชื้นของอากาศในบริเวณหน้างานก็มีความสำคัญ  เนื่องจากในเหมืองใต้ดิน อุณหภูมิของอากาศจะสูง
ขึ้นประมาณ 10 องศาเซนติเกรดต่อทุกความลึก 1 กิโลเมตร  นอกจากนี้ในการขุดถ่านหินยังมีความร้อนที่สะสมตัวจากการทำงาน เช่น  การเสียดสีจากการขุด
ถ่านหิน  การระเบิด ฯลฯ  และยังมีการสะสมตัวของความชื้น อันเนื่องมาจาการใช้น้ำฉีดช่วยในการควบคุมฝุ่นถ่านที่เกิดจากการทำเหมือง  ดังนั้น อากาศที่จะ
ป้อนไปสู่หน้างานอาจจะจำเป็นต้องผ่านขบวนการที่ทำให้เย็นตัว (Cooling) และทำให้แห้ง (Dehumidify)
      หมายเหตุ
          การระบายก๊าซมีเทนจากหน้างานนอกจากจะใช้ระบบระบายอากาศช่วยระบายแล้ว ในสายแร่ถ่านหินที่มีก๊าซสะสมตัวอยู่มาก จำเป็นจะต้องใช้วิธีการ
อย่างอื่นช่วยเสริมในการระบายก๊าซออกจากหน้างานหรือสายแร่ถ่านหินก่อนที่จะทำการขุดถ่านหิน
การระบายน้ำ (Drainage) ในเหมืองถ่านหินใต้ดิน

          น้ำที่ไหลมารบกวนบริเวณหน้างานในการทำเหมืองถ่านหินใต้ดิน มีแหล่งที่มาจากชั้นน้ำใต้ดิน (Aquifer) และน้ำฝนหรือน้ำผิวดินที่ไหลซึม 
(Seepage) ผ่านช่องว่างที่เป็นรูพรุน (Pore Space) ระหว่างเกรนของเนื้อหิน หรือไหลผ่านตามรอยแตก  รอยเลื่อน หรือโพรง (Fissure Flow) 
ที่มีอยู่ในชั้นหิน น้ำเหล่านี้จะเป็นอุปสรรคอย่างมากต่อการทำงาน จึงต้องหาวิธีป้องกันและระบาย ออกไม่ให้มารบกวนการทำงาน ซึ่งสามารถทำได้ดังนี้
        (1) การป้องกันน้ำไม่ให้ไหลมารบกวนบริเวณหน้างาน วิธีการนี้ถึงแม้ไม่สามารถจะป้องกันน้ำได้ทั้งหมด แต่จะป้องกันน้ำส่วนใหญ่ไม่ให้ไหลไปรบกวน
             หน้างานได้สามารถทำได้ 3 วิธีคือ
         - การสูบ (Pumping) โดยการเจาะรูเพื่อการสูบน้ำ แล้วติดตั้งเครื่องสูบน้ำทำการสูบน้ำออกเพื่อลดระดับและแรงดันน้ำ ไม่ให้น้ำไหลไปยังบริเวณ
           หน้างาน ในการวางแผนจะต้องมีรายละเอียดข้อมูลทางด้าน Hydrology ที่ค่อนข้างชัดเจน  เพื่อจะได้ทราบปริมาณน้ำที่จำเป็นต้องสูบออก ทราบ
           ขนาดของปั้มน้ำ รวมทั่งตำแหน่งและความลึกของหลุมเจาะที่จะสูบน้ำออก
         - การ Grouting  คือ การอุดรอยแตก รอยเลื่อนของชั้นหิน รวมถึงการอุดรูพรุนในเนื้อหินเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำไหลผ่านมายังบริเวณหน้างาน  ถ้าขนาด
           ความกว้างของช่องว่างใหญ่กว่า 200 ไมครอน จะใช้ซิเมนต์ในการอุด (Cement  Grout) แต่ถ้าขนาดเล็กกว่า 200 ไมครอน จะต้องใช้สารเคมี 
           (Chemical  Grout) บางอย่างในการอุด  ในบางครั้งอาจจะต้องใช้ทั้งซิเมนต์ และสารเคมีในการอุดร่วมกัน
         - การทำให้น้ำแข็งตัว (Freezing) วิธีการนี้คือ การทำให้น้ำที่ไหลมาตามชั้นหินที่จะมารบกวนหน้างานเกิดการแข็งตัวชั่วคราว จนกว่าการขุดถ่านหิน
           จะผ่านพ้นบริเวณนั้นไปแล้ว การเลือกใช้วิธีการนี้จะต้องพิจารณาถึงองค์ประกอบอื่นๆ ที่จะมีผลต่อเนื่องตามมา เช่น จะเกิดการขยายตัวของช่องว่าง
           ในชั้นหิน อันเนื่องมาจากการแข็งตัวของน้ำ ส่งผลให้เกิดการเคลื่อนตัวของชั้นหิน ซึ่งสามารถสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างในบริเวณหน้างานได้
           ทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาโครงสร้างเหล่านี้ค่อนข้างสูง  นอกจากนี้รูเจาะที่เจาะไว้เพื่อทำารอัดฉีดสารทำความเย็นเพื่อให้น้ำแข็งตัวจะ
           ต้องมีการปิดอย่างดีเมื่อเลิกใช้แล้ว  มิฉะนั้น อาจจะเกิดการไหลบ่าของน้ำออกมาจากรูเหล่านี้  โดยทั่วไปแล้ววิธีการนี้จะนำมาใช้ต่อเมื่อวิธีการ 
           Grouting ไม่สามารถจะทำได้ผลหรือมีข้อจำกัดบางอย่างทำให้ไม่สามารถที่จะทำ Grouting ได้
        (2) การระบายน้ำออกจากหน้างาน การป้องกันน้ำไม่ให้ไหลมารบกวนบริเวณหน้างาน ไม่สามารถจะป้องกันได้ทั้งหมด จะมีน้ำบางส่วนที่ยังไหลมารบกวน
             บริเวณหน้างาน รวมกับน้ำที่ใช้ในการดับฝุ่นถ่านหิน น้ำเหล่านี้จะถูกระบายออกไปจากหน้างานโดยการ ขุดร่องระบายน้ำในบริเวณหน้างานให้มีความ
             ลาดเอียง 1:150 ถึง 200  เพื่อให้น้ำไหลมารวมกันยัง Sump เล็กๆ ชั่วคราวที่ติดตั้ง Portable  Pump ทำการสูบน้ำให้ไปรวมกันที่บ่อพักน้ำหลัก
             (Main  Sump)
        ขนาดของ Main  Sump  และขนาดของเครื่องปั๊มน้ำ จะต้องได้รับการออกแบบก่อนการทำเหมือง และต้องทำการก่อสร้าง และติดตั้งปั๊มน้ำในช่วงเริ่ม
ต้นของการพัฒนาเตรียม หน้างานเหมือง  ในการออกแบบ Main  Sump และการเลือกชนิดของปั๊มน้ำจะต้องคำนึงถึง
        - รายละเอียดข้อมูลของชั้นน้ำ (Detail  of  Hydrology  Modelling)  ในบริเวณที่จะเปิดการทำเหมือง ในเหมืองที่มีปัญหาเรื่องน้ำหนักมาก โดย
            ทั่วๆ ไป สามารถจะประมาณการในเบื้องต้นได้ว่า อัตราการสูบน้ำออกจะประมาณ 2-3 เท่าของอัตราการผลิตถ่าน (2-3 ลูกบาศก์เมตร ต่อถ่านหินหนึ่ง
            ตันที่ขุดออก)
        - การออกแบบและติดตั้งปั๊มน้ำ จะต้องเผื่อความสามารถของปั๊มน้ำไว้ 1.25-1.5 เท่าของความต้องการในการสูบน้ำออก
        - ความจุของ  Main  Sump จะต้องมีขนาดจุน้ำที่ไหลเข้าสู่ Sump (Full  Discharge ที่ได้จากการคำนวณ) ระหว่าง 24-36 ชั่วโมง โดยไม่มีการ
           สูงออก
        - ตำแหน่งของ  Main  Sump จะต้องเข้าออกได้สะดวกสำหรับการบำรุงรักษา
        - ต้องทราบคุณสมบัติของน้ำที่จะสูบออก เช่น ความเป็นกรด  ด่างของน้ำ  อุณหภูมิ  สารละลายต่างๆ ที่มีอยู่  เพื่อให้สามารถเลือกวัสดุที่เหมาะสมในการ
           สร้างปั๊มและท่อน้ำ
        นอกจากขั้นตอนที่สำคัญทั้ง 5 ขั้นตอนที่ได้กล่าวมาแล้วในการทำเหมืองถ่านหินใต้ดินยังมีรายละเอียดปลีกย่อยอื่นๆ เช่น การให้แสงสว่าง  การใช้กระแส
ไฟฟ้าภายในเหมืองใต้ดิน และรายละเอียดปลีกย่อยในแต่ละขั้นตอน ที่จะต้องพิจารณาโดยละเอียดรอบคอบ ให้มีความเหมาะสมสอดคล้องกับลักษณะโครงสร้าง
ทางธรณีวิทยา และสภาพแวดล้อม  โดยทั่วไปซึ่งจะแตกต่างกันไปตามแหล่งถ่านหินในแต่ละแหล่ง